RYZANOL-T

มหัศจรรย์แห่งน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว คุณค่ามหาศาลเพื่อสุขภาพ จากพื้นแผ่นดินไทย

ลดโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ และโรคที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน บำรุงร่างกาย สมอง สายตา บำรุงผิวพรรณ และให้สารอาหารชนิดที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

กินข้าวครบเม็ด เคล็ดลับสุขภาพดี
                ข้าวขาวที่เรานิยมบริโภคเป็นอาหารหลักประจำวันเป็นข้าวที่ผ่านการขัดสีเอาเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวหรือที่เรียกว่ารำข้าวและจมูกข้าว ซึ่งอุดมคุณค่าสารอาหารรวมถึงวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากมายออกไปหมดอย่างน่าเสียดาย ดังนั้นเราจึงทำการสกัดรำข้าวและจมูกข้าวด้วยกระบวนการพิเศษภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากสีเพื่อให้ได้น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ซึ่งสามารถคงคุณค่าของสาระสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพไว้ได้อย่างครบถ้วน

รายงานจากการประชุมใหญ่ทางวิชาการ ซึ่งสนับสนุนโดยสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) กล่าวรายงานผลของน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวที่สามารถลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL) ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้ถึง 30% โดยไม่ทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ลดลง จึงช่วยป้องกันการเกิดหัวใจวายได้

                นอกจากช่วยลดระดับไขมันโคเลสเตอรอลในเลือดแล้ว สารอาหารสำคัญในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว ยังให้คุณประโยชน์อื่นๆ ต่อสุขภาพอีกอย่างมากมายมหาศาล
                ข้าวนับว่าเป็นธัญญาหารแห่งแผ่นดินที่มีความมหัศจรรย์สูงสุด มีคุณค่าอยู่บนทุกอณูของเมล็ด ทั้งเนื้อข้าว รำข้าว และจมูกข้าว เพียงแต่เราควรกินข้าวให้ครบทุกส่วนของเมล็ด เพื่อนชีวิตที่แข็งแรง สดใส ห่างไกลจากโรคต่างๆ และมีสุขภาพดีอายุยืนยาว

น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว แหล่งรวมสารอาหารสำคัญต่อสุขภาพ
                ข้าวเป็นธัญพืชที่อุดมคุณค่าสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพคนเราอย่างมากมายทั้งในด้านการป้องกัน บำบัด และรักษา ช่วยให้ร่างกายของเราเกิดความสมดุล กลุ่มสารอาหารสำคัญนานาหลากหลายชนิดนี้จะมีอยู่ในข้าวส่วนที่เป็นรำข้าวและจมูกข้าว เมื่อนำมาสกัดเป็นน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว จะได้คุณค่าสารอาหารเหล่านี้อย่างครบถ้วน

แกมม่า-โอไรซานอล (Gamma-Oryzanol)
•ลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย และลดระดับไตรกลีเซอไรด์
•เพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี
•ลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกิดจากหลอดเลือดแข็งตัวตีบตัน
•เป็นสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง และช่วยป้องกันรังสี UV

วิตาทินอีคอมเพล็กซ์ (มีโทโคไตรอีนอล)
•ช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย และไตรกลีเซอไรด์
•ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์
•ช่วยให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น สดใส ลดริ้วรอย ให้ผิวดูอ่อนวัย

สเตอรอลจากพืช (phytosterol)
•ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลรวม และโคเลสเตอรอลชนิดร้าย โดยยับยั้งการดูดซึมของโคเลสรอลจากทางเดินอาหาร และเพิ่มการขับทิ้งไปกับอุจจาระ

สแควลีน (Squalene)
•สารกลุ่มเซราไมด์เป็นส่วนประกอบของชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวยืดหยุ่น ชุ่มชื้น เรียบเนียม ลดริ้วรอย ป้องกันรังสี UV จากแสงแดด และช่วยปรับสภาพ ทำให้ผิวดูกระจ่างใส

เอ็นไซม์และสารต้านอนุมูลอิสระ
•ช่วยในการขจัดพิษจากตับ และเซลล์อื่นๆ ทั่วร่างกาย
•ป้องกันมะเร็ง

กรดอะมิโน
•อุดมด้วยกรดอะมิโนหลากหลายชนิด เช่น อาร์จีนิน ทริปโตเฟน ซิสเตอิน ซึ่งช่วยเสริมสุขภาพและบำรุงร่างกายให้แข็งแรง

ฟอสโฟไลปิด (phospholipid)
•สารกลุ่ม lecithin เป็นส่วนสำคัญในการนำไปสร้าง และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของเซลล์ประสาทสมอง
•ช่วยเสริมสร้างความจำ ลดความเครียด

แร่ธาตุ (Minerals)
•ได้แก่ โครเมียม แมกนิเซียม แมงกานีล สังกะสี ซีลิเนียม เหล็ก โปแตสเซียม ซึ่งจำเป็นในการทำงานของหัวใจ ประสาท ระบบสมอง และอวัยวะอื่นๆ

แคโรทีนอยด์ (Caroteniods) และโปรวิตามินเอ
•เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน บำรุงสายตา
•บำรุงผม และเล็บ

วิตามินบีคอมเพล็กซ์
•บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บำรุงผม และเล็บ
•ลดความเครียด ความเหนื่อยล้า ช่วยให้นอนหลับสบาย

กรดแอลฟา-ไลโนเลนิก หรือโอเมก้า 3
•ลดไตรกลีเซอไรด์
•ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และลดความดันโลหิต
•เสริมสร้างความจำ บำรุงสมอง และสายตาให้ทำงานได้ดีขึ้น

กรดไลโนเลอิก หรือโอเมก้า 6
•ลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย และเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดี
•ลดอาการปวดอักเสบ เช่น โรครูมาตอยด์
•ลดอาการแทรกซ้อนทางประสาท เช่น อาการชาปลายมือ ปลายเท้า
•มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ด้านความเสื่อมของเซลล์

กรดโอเลอิก หรือโอเมก้า 9
•ลดไขมันโคเลสเตอรอลรวม

 

โคเลสเตอรอล ภัยร้ายทำลายชีวิต

                เกือบจะทุกคนคงเคยได้ยินชื่อของไขมันที่เรียกว่าโคเลสเตอรอล ว่าเป็นไขมันที่มีอันตรายต่อสุขภาพ แตะจมีสักกี่คนที่รู้ว่าไขมันตัวนี้คืออะไรกันแน่ และเป็นอันตรายต่อสุขภาพเราอย่างร้ายแรงได้อย่างไร
                โคเลสเตอรอล เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่มีลักษณะคล้ายขี้ผึ้ง และเป็นส่วนประกอบสำคัญของผนังเซลล์ในร่างกาย และเป็นสารตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ นอกจากนี้ยังพบได้ในกระแสเลือด แต่ถ้ามีแต่พอเพียงก็จะแนประโยชน์ แต่ถ้ามีโคเลสเตอรอลมากผิดปกติก็จะมีโทษตามมา โดยโคเลสเตอรอลนี้จะพอกตามหลอดเลือดทั่วร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และหลอดเลือดส่วนปลาย ทั้งนี้ในระยะแรกจะไม่มีอาการใดๆ ให้เห็นเลย ถ้าไม่มีการตรวจโดยการเจาะเลือดหรือตรวจสอบ แต่จะแสดงอาการให้เห็นชัดเจนเมื่อโคเลสเตอรอลพอกมากขึ้นจนอุดตันทางเดินของหลอดเลือด ก่อให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งถึงจุดนั้นก็ยากที่จะเยียวยาให้หายเป็นปกติ นอกจากนี้ ถ้ามีปัจจัยอื่นๆ เช่น เพศชายอายุที่มากขึ้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ประวัติโรคหัวใจคนในครอบครัว หรือสูบบุหรี่ ก็จะเร่งให้เกิดโรคของหลอดเลือดเร็วกว่าปกติ โคเลสเตอรอลมี 2 ชนิด คือ

1.โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (Low Density Lipoprotien Cholesterol : LDL)
                ซึ่งเป็นตัวการที่จะไปจับตัวพอกพูนอยู่ตามหลอดเลือด และเป็นต้นเหตุของอาการหลอดเลือดตีบตัน ซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมาย
2.โคเลสเตอรอลชนิดดี (High Density Lipoprotien Cholesterol : HDL)
                เป็นเสมือนเรือขุด ที่จะไปขุดลอกเอาไขมันที่พอกตัวอุดตันหลอดเลือดอยู่กลับไปทำลายเผาผลาญที่ตับ โคเลสเตอรอลชนิดนี้ยิ่งมีมากยิ่งดี และจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
                ไขมันอีกชนิดที่มีผลร้ายต่อสุขภาพ คือ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่อ้วน เป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และมีระดับโคเลสเตอรอลชนิดดีต่ำ

ไขมันสูงทำไมจึงเป็นอันตราย
                ภาวะไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะโคเลสเตอรอลชนิดร้ายเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงควรตรวจระดับไขมันในเลือดเพื่อการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ

ชนิดไขมันในเลือด

ระดับเหมาะสม (มก./ดซล.) เริ่มอันตราย (มก./ดซล.)

อันตราย (มก./ดซล.)

โคเลสเตอรอลรวม

น้อยกว่า 200

200 ขึ้นไป

240 ขึ้นไป

โคเลสเตอรอลชนิดร้าย

น้อยกว่า 130

130 ขึ้นไป

160 ขึ้นไป

โคเลสเตอรอลชนิดดี

มากกว่า 45

น้อยกว่า 45

น้อยกว่า 35

ไตรกลีเศอไรด์

น้อยกว่า 150

150 ขึ้นไป

200 ขึ้นไป

ข้อสังเกต : ไขมันที่ก่อให้เกิดอันตราย คือ โคเลสเตอรอลรวม โคเลสเตอรอลชนิดร้าย และไตรกลีเซอไรด์

โคเลสเตอรอลสาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน

                โคเลสเตอรอลเป็นสาเหตุของหลอดเลือดตีบตัน โดยโคเลสเตอรอลชนิดร้ายในกระแสเลือดแดงจะพอกตัวที่ผนังหลอดเลือดก่อให้เกิดคราบไขมันและหินปูน ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน
                กระบวนการสะสมตัวของคราบไขมันและหินปูนในหลอดเลือดนี้ อาจใช้เวลาหลายสิบปี และการที่คราบหินปูนแตกออกหลุดเข้าไปในกระแสเลือดอย่างเฉียบพลันอาจส่งผลร้ายแรงทำให้เกิดอาการหัวใจวายถึงขั้นเสียชีวิตได้

กระบวนการก่อตัวของคราบหินปูนในหลอดเลือด
1.โคเลสเตอรอลชนิดร้ายในกระแสเลือดพอกตัวที่ผนังหลอดเลือดแดง
2.ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายส่งเม็ดเลือดขาวชนิดมาโครฟารัจมากินโคเลสเตอรอล มาโครฟารัจที่อ้วนพองกลายเป็นเซลล์โฟม
3.เซลล์โฟมสะสมตัวเป็นส่วนประกอบหลักของคราบหินปูน
4.เพื่อรักษาความเรียบร้อยของผนังหลอดเลือดแดง เซลล์กล้ามเนื้อเรียบจะสร้างปลอกหุ้มคราบหินปูนไว้
5.เซลล์โฟมในคราบหินปูนจะหลั่งสารเคมีที่ทำให้ปลอกหุ้มอ่อนแอ
6.ถ้าปลอกหุ้มแตก คราบหินปูนจะแทรกเข้าสู่กระแสเลือดก่อนให้เกิดการสร้างลิ่มเลือดที่สามารถขัดขวางการไหลเวียนของเลือดได้ อาการหัวใจวายส่วนใหญ่เกิดในเส้นเลือดแดงที่ถูกปิดกั้นไปกว่าร้อยละ 50 และบริเวณที่มีคราบหินปูนสะสมใหม่จะมีโอกาสจะเกิดรอยแตกมากกว่า

ในช่วงชีวิตที่ผ่านมานี้ โรคหัวใจเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย โดยผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจมีจำนวนมากกว่าโรคมะเร็งหรืออุบัติเหตุเสียอีก
ที่มา : กลุ่มข้อมูลข่าวสารสุขภาพ สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข

 

มหัศจรรย์น้ำนัมรำข้าวและจมูกข้าว

1.ลดโคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย
                สารธรรมชาติในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวหลายชนิด ได้แก่ แกมม่า-โอไรซานอล, วิตามินอี-กลุ่มโทโคไตรอีนอล, ไฟโตสเตอรอลและกรดไขมัน, ในกลุ่มโอเมก้า 9,6,3 มีส่วนช่วยลดโคเลสเตอรอลชนิดร้าย รวมทั้งไตรกลีเซอไรด์ในร่างกาย นอกจากนั้นแกมม่า-ไรซานอลยังช่วยคงระดับหรือเพิ่มโคเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกายอีกด้วย

2.ป้องกันโรคหัวใจและโรคร้ายที่เกิดจากหลอดเลือดตีบตัน
                โคเลสเตอรอลเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัวและตีบตัน การลดโคเลสเตอรอลจึงช่วยป้องกันโรคที่เกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดได้ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด หัวใจวาย โรคหลอดเลือดตีบ อัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นต้น

3.ป้องกันโรคมะเร็ง
                น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว นับเป็นน้ำมันที่มีสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติสูงที่สุดชนิดหนึ่ง ได้แก่ วิตามินอี-กลุ่มโทโคฟีนอลและกลุ่มโทโคไตรอีนล แกมม่า-โอไรซานอล และไฟโตสเตอรอล ซึ่งอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคมะเร็ง

4.รักษาสมดุลระบบประสาท และบำรุงสมอง
                วิตามินอีคอมเพล็กซ์ในน้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว มีคุณสมบัติช่วยรักษาสมดุลของระบบประสาท บำรุงสมอง เสริมความจำ ป้องกันโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์

5.ปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง
                มีงานวิจัยยืนยันคุณค่าของแกมม่า-โอไรซานอล ที่ช่วยปรับสมดุลของระบบฮอร์โมนในสตรีวัยทอง และช่วยลดอาการร้อนวูบวายได้

6.บำรุงผิวพรรณ
                น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าวมีสารอาหารที่ช่วยบำรุงผิวพรรณหลายชนิด เช่น วิตามินอีคอมเพล็กซ์ และสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะช่วยให้ความชุ่มชื้นยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง ลดเลือนริ้วรอย ต้านทานรังสี UV ช่วยป้องกันการเกิดกระ ฝ้า จุดด่างดำ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส ที่สำคัญแสควลีนเป็นสารไวท์เทนนิ่งที่ช้วยให้ผิวกระจ่างใสขึ้น

7.อุดมคุณค่าสารอาหารนานาชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกาย
                น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว อุดมด้วยคุณค่าสารอาหารนานาชนิด เช่น กรดอะมิโน สารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และแร่ธาตุ ซึ่งล้วนมีประโยชน์ต่อสุขภาพ และช่วยบำรุงร่างกาย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.